Blog
สรุปม้วนเดียวจบ! Apple Event 2026 มีอะไรใหม่ ต่างจากเดิมแค่ไหน รวมครบทุกไลน์อัป!
เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ Apple Event 2026 งานใหญ่ที่สาวกไอทีและสายเทคทั่วโลกตั้งตารอ ปีนี้บอกเลยว่า Apple ไม่ได้มาในเกมอัปเกรดสเปกเล็ก ๆ แบบเดิม เพราะขนอุปกรณ์ใหม่มาแบบครบ Ecosystem ตั้งแต่ iPhone เรือธง สมาร์ตโฟนจอพับรุ่นแรกของค่าย Apple Watch ไปจนถึง AirPods เจเนอเรชันใหม่ แล้ว Apple Event 2026 เปิดตัวอะไรบ้าง? iPhone 18 มีรุ่นไหน? ของใหม่แตกต่างจากเจเนอเรชันก่อนมากน้อยแค่ไหน? บทความนี้สรุปทุกไฮไลต์สำคัญมาให้ครบแบบม้วนเดียวจบ
Apple Event 2026 เปิดตัวอะไรบ้าง?
Apple เปิดตัวในรอบนี้ จะมีทั้งหมด 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max, iPhone Duo, Apple Watch Series 12, Apple Watch Ultra 4 และ AirPods 5 ตามรายการประกาศของ Apple ในเดือนกันยายน 2026
สำหรับ iPhone 18 Pro และ Pro Max ในประเทศไทย Apple เปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2569 และเริ่มวางจำหน่ายวันที่ 18 กันยายน 2569 ส่วน iPhone Duo เปิดสั่งซื้อล่วงหน้า 16 ตุลาคม 2569 ก่อนวางจำหน่ายวันที่ 23 ตุลาคม 2569
โดยในงานนี้สิ่งที่เห็นชัดจาก Apple เลยนั่นคือการที่กำลังขยับทิศทางของ Ecosystem ไปสู่ 3 เรื่องใหญ่ ได้แก่ AI, Performance และ Health มากกว่าเดิม โดยพยายามทำให้ Hardware ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เก็บข้อมูลหรือรอรับคำสั่ง แต่สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาช่วยผู้ใช้ได้มากขึ้น

iPhone 18 ปีนี้มีรุ่นอะไรบ้าง?
มาเริ่มกันที่คำถามที่หลายคนน่าจะเสิร์ชกันมากที่สุดว่า iPhone 18 มีกี่รุ่น และมีรุ่นอะไรบ้าง? สำหรับ Apple Event เดือนกันยายน 2026 Apple เปิดตัวจำนวน 2 รุ่น ได้แก่
- iPhone 18 Pro — รุ่น Pro ขนาดมาตรฐาน เน้นกล้อง ประสิทธิภาพ และฟีเจอร์ระดับเรือธง แต่ยังได้ขนาดเครื่องที่พกพาง่าย โดยมีราคาเริ่มต้น 48,900 บาท สำหรับความจุ 256GB
- iPhone 18 Pro Max — รุ่นใหญ่สุดของตระกูล ได้พื้นที่หน้าจอและแบตเตอรี่มากกว่า เหมาะกับคนดูคอนเทนต์ เล่นเกม ถ่ายวิดีโอ หรือใช้มือถือหนักตลอดวัน โดยมีราคาเริ่มต้น 52,900 บาท สำหรับความจุ 256GB
ถ้ามองภายนอก iPhone 18 Pro Series อาจไม่ได้เปลี่ยนจนจำเครื่องเดิมไม่ได้ แต่สิ่งที่ Apple อัปเกรดข้างในถือว่าจับต้องได้มากกว่าการเปลี่ยนสเปกตามรอบปี โดย Apple โฟกัสกับ 4 เรื่องหลัก ได้แก่ Camera, Performance, Battery และ Intelligence
- กล้อง 48MP Fusion ปรับรูรับแสงได้ หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max คือกล้องหลัก 48MP Fusion Main Camera พร้อม Variable Aperture หรือรูรับแสงที่สามารถปรับขนาดได้จริง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของ iPhone ต่างจาก iPhone รุ่นก่อนที่เลนส์หลักใช้รูรับแสงแบบคงที่ รุ่นใหม่นี้ใช้กลไกใบรูรับแสง 6 ใบ และสามารถปรับได้ที่ ƒ/1.48, ƒ/1.8, ƒ/2.8 และ ƒ/4.0 ช่วยให้กล้องควบคุมทั้งปริมาณแสงและระยะชัดลึกได้ยืดหยุ่นขึ้น เช่น เปิดรูรับแสงกว้างเมื่อถ่ายในที่แสงน้อย หรือหรี่รูรับแสงเมื่อต้องการให้คนหลายคนในภาพหมู่คมชัดพร้อมกัน
- ฟีเจอร์ Apple Reference Image ซึ่งใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ที่ได้รับการเซ็นรับรองเพื่อช่วยตรวจสอบและอ้างอิงว่าสิ่งที่กล้องเห็นขณะบันทึกภาพเป็นอย่างไร เหมาะกับงานที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของภาพในยุคที่ AI สามารถแก้ไขรูปได้ง่ายขึ้น
- ชิป A20 Pro เกิดมาเพื่อทั้งเกม งานหนัก และ AI หัวใจของ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max คือ A20 Pro ซึ่ง Apple ผลิตด้วยกระบวนการระดับ 2 นาโนเมตร และออกแบบให้รองรับทั้งงานประมวลผลทั่วไป กราฟิก และ AI Workload ที่หนักขึ้น โดย A20 Pro มาพร้อม CPU แบบ 6-core, GPU แบบ 7-core และ Dual 16-core Neural Engine พร้อม Memory Bandwidth ที่เพิ่มขึ้น โดย Apple ระบุว่า GPU เร็วขึ้นสูงสุด 40% และแบนด์วิดท์หน่วยความจำเพิ่มขึ้นสูงสุด 50% เมื่อเทียบกับ A19 Pro ขณะที่พลังประมวลผลสำหรับโมเดล AI บนอุปกรณ์เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า นอกจากนี้ Apple ยังใช้ Vapor Chamber เจเนอเรชันใหม่ เพื่อช่วยระบายความร้อน เพราะ Performance ที่สูงในระยะเวลาสั้น ๆ อาจไม่มีประโยชน์มากนักหากเครื่องลดความเร็วลงเมื่อร้อน การจัดการความร้อนจึงมีผลโดยตรงกับงานอย่างเกมเฟรมเรตสูง การตัดต่อวิดีโอ รวมถึงการรัน AI บนตัวเครื่องต่อเนื่อง จุดนี้ทำให้ iPhone 18 Pro แตกต่างจากการอัปเกรดชิปประจำปีแบบเดิม เพราะ Apple ไม่ได้พูดถึงแค่ Peak Performance แต่ให้ความสำคัญกับ Sustained Performance หรือความสามารถในการรักษาความแรงเมื่อต้องทำงานหนักเป็นเวลานานมากขึ้น
- Dynamic Island เล็กลง แต่ยังอยู่ ใครที่รอว่า iPhone 18 Pro จะตัด Dynamic Island ออกไปเลย อาจต้องรอกันต่อ เพราะ Apple ยังเก็บฟีเจอร์นี้ไว้ แต่ทำให้ Dynamic Island มีขนาดเล็กลงและใช้งานได้มากขึ้น แนวทางนี้ช่วยคืนพื้นที่ให้หน้าจอโดยไม่ต้องทิ้ง Interface ที่ Apple พัฒนามาหลายเจเนอเรชัน ผู้ใช้ยังสามารถดู Live Activities หรือกิจกรรมที่กำลังทำงานอยู่ได้เหมือนเดิม แต่ได้พื้นที่แสดงคอนเทนต์เพิ่มขึ้น
- iPhone 18 Pro Max แบตอึดขึ้น เล่นวิดีโอสูงสุด 43 ชั่วโมง Battery Life เป็นอีกด้านที่ Apple ให้ความสำคัญมากในปีนี้ โดยเฉพาะ iPhone 18 Pro Max ซึ่ง Apple ระบุว่าเป็นหนึ่งในการเพิ่มระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ครั้งใหญ่ที่สุดของ iPhone โดยใน iPhone 18 Pro Max สามารถเล่นวิดีโอได้นานสูงสุด 43 ชั่วโมง จากการปรับปรุงทั้งประสิทธิภาพของ Apple Silicon การจัดการพลังงาน และแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เหมาะกับคนที่ถ่ายวิดีโอ เล่นเกม เดินทาง หรือใช้โทรศัพท์เป็นอุปกรณ์ทำงานหลัก
Siri AI และ Apple Intelligence ทำให้ iPhone ฉลาดขึ้นตรงไหน?
AI เป็นหนึ่งในแกนสำคัญที่สุดของ Apple ปีนี้ และใน iPhone 18 Pro Series ผู้ใช้จะได้พบกับ Siri AI บน iOS 27 ซึ่งถูกออกแบบให้ก้าวจาก Voice Assistant แบบเดิมไปสู่ Personal AI Assistant มากขึ้น โดยSiri AI สามารถเข้าใจ Personal Context จากข้อมูลที่ผู้ใช้อนุญาต เช่น ข้อความ อีเมล รูปภาพ หรือสิ่งที่กำลังแสดงอยู่บนหน้าจอ เพื่อช่วยค้นหาข้อมูล ตอบคำถาม และดำเนินการข้ามแอปได้ต่อเนื่องมากกว่าเดิม
ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้อาจถามว่า “ร้านอาหารที่เพื่อนส่งมาในแชตชื่ออะไร” หรือให้ Siri หาข้อมูลการจองที่อยู่ในอีเมล โดยไม่จำเป็นต้องเปิดแต่ละแอปแล้วค้นหาเอง
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ใช้ในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดสำคัญ เพราะ ณ ตอนนี้ Siri AI กำลังทยอยเปิดให้ใช้งานในภาษาอังกฤษ และภาษาไทยยังไม่อยู่ในรายชื่อภาษาที่ Apple Intelligence รองรับ ดังนั้นประสบการณ์ AI ของผู้ใช้ไทยในช่วงแรกอาจยังไม่ครบเท่ากับผู้ที่ตั้งค่าเครื่องเป็นภาษาที่รองรับ

iPhone Duo เซอร์ไพรส์ใหญ่กับ iPhone จอพับรุ่นแรกของ Apple
ถ้า iPhone 18 Pro คือพระเอกตามคาด iPhone Duo ก็คือ Big Surprise ของ Apple Event 2026 เพราะนี่คือ iPhone จอพับรุ่นแรกของ Apple ตัวเครื่องมาพร้อมหน้าจอ Super Retina XDR ด้านนอกขนาด 5.4 นิ้ว ที่ออกแบบให้สามารถใช้งานด้วยมือเดียวได้ตามปกติ และเมื่อกางออกจะได้หน้าจอ Super Retina XDR แบบพับขนาด 7.6 นิ้ว ซึ่ง Apple ระบุว่าเป็นหน้าจอ iPhone ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาและ จอด้านในมีขนาดใหญ่กว่า iPhone 18 Pro Max ประมาณ 50% พร้อมพื้นผิว Nano-texture เพื่อลดแสงสะท้อนและช่วยลดการมองเห็นรอยพับ ทั้งจอด้านนอกและด้านในรองรับ ProMotion สูงสุด 120Hz, Always-On Display และความสว่างกลางแจ้งสูงสุด 3,000 นิต
นอกจากนี้ตัวเครื่องยังรองรับท่าการใช้งานหลายแบบ เช่น โหมดหนังสือ โหมดเต็นท์ หรือวางเครื่องในลักษณะคล้าย Laptop ซึ่งช่วยสร้าง Use Case ใหม่สำหรับการดูวิดีโอ Video Call หรือทำงานบนโต๊ะ และยัง รองรับ Apple Pencil (USB-C) ภายในปีนี้ ทำให้พื้นที่ใช้งานของเครื่องเริ่มคาบเกี่ยวระหว่าง iPhone และ iPad มากขึ้น ตั้งแต่จดโน้ต Sketch ไปจนถึง Markup เอกสาร
โดย iPhone Duo ราคาเริ่มต้น 79,900 บาท สำหรับความจุ 256GB ขณะที่รุ่น 512GB ราคา 87,900 บาท และรุ่น 1TB ราคา 103,900 บาท โดยประเทศไทยเปิดสั่งซื้อล่วงหน้าวันที่ 16 ตุลาคม เวลา 19:00 น. และเริ่มขายวันที่ 23 ตุลาคม 2569

Apple Watch Series 12 จากเก็บ Health Data สู่การแปลข้อมูลให้เข้าใจง่าย
ข้ามมาฝั่ง Wearable กันบ้างกับ Apple Watch Series 12 ที่ปีนี้ Apple ให้ความสำคัญกับ Health Tech มากขึ้นอย่างชัดเจน โดย Apple Watch Series 12 ราคาเริ่มต้น 14,900 บาท โดยหัวใจของรุ่นนี้คือ Health Sensing System ใหม่และชิป S11 ที่ทำให้ Apple Watch สามารถเก็บข้อมูลอัตราการเต้นของหัวใจและ Heart Rate Variability หรือ HRV ได้ถี่ขึ้น เพื่อนำไปสร้างข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสุขภาพและการฟื้นตัวของร่างกาย แต่สิ่งที่ทำให้ Series 12 น่าสนใจมากกว่าการเพิ่ม Sensor คือฟีเจอร์ใหม่อย่าง Readiness หรือคะแนนความพร้อม
โดยระบบจะนำข้อมูลหลายส่วน เช่น การออกกำลังกายที่ผ่านมา, Training Load, Vitals, การนอนหลับ และ HRV มาวิเคราะห์ ก่อนสรุปออกมาเป็นคะแนนว่าในวันนั้นร่างกายของผู้ใช้มีความพร้อมประมาณไหน และควรลุยต่อหรือพักให้มากขึ้น ซึ่งนี่อความแตกต่างจาก Apple Watch รุ่นก่อนที่เห็นได้ชัด เพราะแทนที่จะนำเสนอกราฟสุขภาพจำนวนมากแล้วให้ผู้ใช้ตีความเอง ระบบเริ่มเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นให้เป็น Insight ที่นำไปใช้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ตัวเรือนอะลูมิเนียมของ Series 12 ยังเปลี่ยนมาใช้ Ceramic Shield 2 ซึ่ง Apple ระบุว่าทนกว่า Ion-X ที่ใช้ในรุ่นอะลูมิเนียมก่อนหน้าประมาณ 60% ด้านแบตเตอรี่ Apple Watch Series 12 ใช้งานปกติได้สูงสุด 24 ชั่วโมง และสูงสุด 38 ชั่วโมงใน Low Power Mode พร้อม Fast Charging ที่ชาร์จ 15 นาทีสามารถใช้งานต่อได้สูงสุด 12 ชั่วโมง

Apple Watch Ultra 4 สำหรับสาย Adventure ที่ต้องการแบตอึดกว่าเดิม
ถ้า Apple Watch Series 12 เป็นรุ่น Mainstream สำหรับการใช้งานทั่วไป Apple Watch Ultra 4 ก็ยังคง Positioning สำหรับ Outdoor, Adventure และ Endurance Sport อย่างชัดเจน โดยราคาในประเทศไทยเริ่มต้นที่ 29,900 บาท พร้อมตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 49 มม. และจอ Retina แบบ Always-On ที่ให้ความสว่างสูงสุด 3,000 นิต
ความน่าสนใจของ Ultra 4 คือได้ Health Sensing System, S11 และ Readiness เช่นเดียวกับ Series 12 แต่สิ่งที่แตกต่างคือ Battery Endurance และโหมดสำหรับ Workout ระยะยาว สามารถใช้งานทั่วไปได้สูงสุด 50 ชั่วโมง และสูงสุด 84 ชั่วโมงใน Low Power Mode ส่วนโหมดติดตาม Workout แบบประหยัดพลังงานสูงสุดสามารถใช้งานได้นานถึง 45 ชั่วโมง ขณะที่ยังคงอ่านข้อมูล GPS ทุกวินาทีในกิจกรรมที่รองรับ นั่นทำให้ Upgrade สำคัญของ Ultra 4 ไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนรูปลักษณ์ครั้งใหญ่ แต่คือการเพิ่มความไว้ใจได้สำหรับคนที่ต้องใช้ Watch ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ตั้งแต่นักวิ่ง Marathon และ Ultra Trail ไปจนถึง Hiking หรือกิจกรรมกลางแจ้งหลายวัน

AirPods 5 หูฟังทรง Open-ear ที่ ANC จริงจังขึ้น
อีกไลน์อัปที่ได้รับการอัปเกรดคือ AirPods 5 ซึ่งยังคงดีไซน์แบบ Open-ear สำหรับคนที่ไม่ชอบจุกหูฟังแบบ In-ear แต่ Apple พยายามอุดจุดอ่อนสำคัญด้วย Active Noise Cancellation ที่ดีขึ้น โดยAirPods 5 รุ่นมาตรฐานราคา 4,790 บาท ส่วน AirPods 5 พร้อมเคสชาร์จแบบไร้สาย ราคา 5,490 บาท โดยทั้งสองรุ่นมี Active Noise Cancellation มาให้
จุดเด่นของ AirPods 5 คือ สามารถลดเสียงรบกวนภายนอกได้มากกว่า AirPods 4 with Active Noise Cancellation สูงสุด 50% หรือประมาณ 1.5 เท่า พร้อม Multiport Acoustic Architecture ใหม่และ Adaptive EQ เจเนอเรชันใหม่ เพื่อให้รายละเอียดเสียงดีขึ้น นอกจากนี้ ความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจของ AirPods 5 ไม่ได้อยู่ที่คุณภาพเสียงเพียงอย่างเดียว แต่คือการเชื่อมเข้ากับ Siri AI และ Apple Intelligence เมื่อจับคู่กับ iPhone ที่รองรับ ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ Siri AI แบบ Hands-free เพื่อถามข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบริบทส่วนตัว เช่น ข้อความ อีเมล หรือข้อมูลอื่น ๆ รวมถึงตอบ Siri ด้วยท่าทางการพยักหน้าหรือส่ายหน้าได้
อีกฟีเจอร์สำคัญคือ Live Translation ที่ช่วยแปลบทสนทนาแบบเรียลไทม์ผ่าน AirPods โดยผู้ใช้สามารถเริ่มการแปลผ่าน Siri หรือคำสั่งบนอุปกรณ์ที่รองรับได้ อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์เหล่านี้ต้องใช้ร่วมกับ Apple Intelligence และภาษาที่รองรับ ดังนั้นผู้ใช้ภาษาไทยยังต้องตรวจสอบ Availability ของภาษาอีกครั้งก่อนซื้อด้วยเหตุผลด้าน AI เพียงอย่างเดียว
สำหรับ AirPods 5 with Wireless Charging Case ยังเพิ่มการปัดที่ก้านหูฟังเพื่อปรับ Volume และแบตเตอรี่ที่นานกว่า โดยสามารถฟังเพลงพร้อมเปิด ANC ได้สูงสุด 5 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และรวมเคสได้สูงสุด 22 ชั่วโมง พร้อมรองรับการชาร์จผ่าน Apple Watch Charger, Qi และ USB-C

สรุปราคา Apple รุ่นใหม่จาก Apple Event 2026
สำหรับคนที่กำลังวางงบ ราคาเริ่มต้นในประเทศไทยของผลิตภัณฑ์ใหม่มีดังนี้
| รุ่น | ราคาเริ่มต้น |
| iPhone 18 Pro 256GB | 48,900 บาท |
| iPhone 18 Pro Max 256GB | 52,900 บาท |
| iPhone Duo 256GB | 79,900 บาท |
| Apple Watch Series 12 | 14,900 บาท |
| Apple Watch Ultra 4 | 29,900 บาท |
| AirPods 5 | 4,790 บาท |
| AirPods 5 พร้อมเคสชาร์จแบบไร้สาย | 5,490 บาท |
ราคาและการวางจำหน่ายเป็นข้อมูลจาก Apple Store ประเทศไทย ณ วันที่ 12 กันยายน 2569 และอาจแตกต่างตามความจุ ตัวเรือน สาย หรือ Configuration ที่เลือก
สรุป Apple กำลังก้าวจาก Smart Ecosystem สู่ AI Ecosystem
ปีนี้ไม่ใช่งานที่ Apple แค่เปิดตัว “iPhone ใหม่แรงกว่าเดิม” แต่เป็นจุดที่เราเริ่มเห็นภาพ Ecosystem เจเนอเรชันถัดไปชัดขึ้น เพราะ iPhone มี AI ที่เข้าใจ Personal Context มากขึ้น กล้องเปิดให้ Creator ควบคุมได้ละเอียดขึ้น Apple Watch ไม่ได้แค่วัดสุขภาพ แต่ช่วยแปลข้อมูลเหล่านั้นให้เข้าใจง่าย ส่วน AirPods ก็กำลังกลายเป็นช่องทางในการเข้าถึง AI แบบที่ไม่ต้องมองหน้าจอ และที่สำคัญที่สุดคือการมาถึงของ iPhone Duo ซึ่งพิสูจน์ว่า Apple พร้อมจะออกจาก Safe Zone ของดีไซน์ iPhone แบบเดิม และทดลองกับ Form Factor ใหม่อย่างจริงจัง
ดังนั้นคำถามหลัง Apple Event ปีนี้อาจไม่ใช่แค่ “iPhone 18 แรงขึ้นแค่ไหน?” แต่อาจกลายเป็นว่า “AI จะเปลี่ยนวิธีที่เราใช้ iPhone, Apple Watch และ AirPods ในชีวิตประจำวันได้มากแค่ไหน?” เพราะจากไลน์อัปทั้งหมดที่ Apple เปิดตัวในปี 2026 ทิศทางค่อนข้างชัดแล้วว่า Next Step ของ Apple ไม่ได้อยู่ที่การมี Gadget หลายชิ้นกว่าเดิม แต่อยู่ที่การทำให้ Gadget ทุกชิ้น ฉลาดขึ้น เข้าใจผู้ใช้มากขึ้น และทำงานร่วมกันแบบที่เราแทบไม่ต้องคิดว่ากำลังใช้อุปกรณ์ชิ้นไหนอยู่ นั่นเอง

