Blog
ทำไมมือถือตกไม่สูงแต่จอแตก! มารู้จัก Drop Test ก่อนเลือกฟิล์มมือถือ
“มือถือหลุดมือแค่เสี้ยววินาที ทำยังไงดีเพราะทำหัวใจแทบหล่นตามไปด้วย”
เชื่อว่าหลายคนคงเคยเจอโมเมนต์เหล่านี้ ไม่ว่าจะ มือถือตกจากเตียง ตกจากตัก หล่นจากโต๊ะ ร่วงจากกระเป๋ากางเกง หรือหลุดมือระหว่างเดิน พอก้มลงไปหยิบ สิ่งแรกที่เช็กไม่ใช่รอยที่ขอบเครื่อง แต่คือหน้าจอ บางครั้งโชคดี หน้าจอยังปกติ แต่บางครั้งถึงแม้โทรศัพท์มือถือเครื่องโปรดจะไม่ได้ตกจากที่สูงเลย แต่ก็กลับมีรอยร้าวเล็ก ๆ โผล่ขึ้นมาจากมุมจอ แล้วรอยเล็กนั้นค่อย ๆ ลามจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ และสร้างความเสียหายได้มากกว่าที่คิด
บทความนี้จะพาไปดูว่า ทำไมโทรศัพท์มือถือถึงจะตกไม่จากที่สูงแต่ก็ทำให้จอแตกได้, Drop Test คืออะไร, ฟิล์มแต่ละรุ่นของ HI-SHIELD รองรับแรงกระแทกได้ระดับไหน และควรเลือกฟิล์มแบบไหนให้เหมาะกับการใช้งานจริงกัน
คลายข้อสงสัยทำไมมือถือตกไม่สูง แต่จอแตกได้
หลายคนอาจจะมีภาพจำว่าสาเหตุหลักของจอแตกคือ ต้องตกจากที่สูง ถึงจะยิ่งเสี่ยงพัง แต่ในชีวิตจริง ความสูงเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยเท่านั้น เพราะยังมีเรื่องของ มุมตก พื้นผิวที่กระแทก น้ำหนักเครื่อง ดีไซน์ขอบจอ และอุปกรณ์ป้องกันที่ใช้อยู่ ร่วมด้วย
ลองนึกภาพโทรศัพท์มือถือหล่นจากโต๊ะเตี้ย ๆ ถ้าหน้าจอราบลงพื้น แรงกระแทกอาจกระจายออกไปได้มากกว่า แต่ถ้าตกแบบมุมเครื่องลงก่อน แรงจะถูกบีบให้ไปรวมอยู่ตรงจุดเล็ก ๆ บริเวณมุมหรือขอบจอ จุดนั้นจึงกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงที่ทำให้กระจกบิ่น ฟิล์มร้าว หรือหน้าจอจริงรับแรงโดยตรง ยิ่งถ้าพื้นเป็น กระเบื้อง ปูน หิน หรือพื้นถนน ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะพื้นแข็งไม่ช่วยซับแรงเท่าไร แรงสะท้อนจึงย้อนกลับเข้าตัวเครื่องได้มากกว่า ทำให้การตกจากที่ไม่สูงอาจจะดูเหมือนไม่แรง แต่ก็กลายเป็นจุที่ทำให้หน้าจอร้าวได้ทันทีเลยล่ะ
และอีกเรื่องที่หลายคนมองข้ามคือ รอยร้าวจากขอบจอ รอยแตกจำนวนไม่น้อยไม่ได้เริ่มจากกลางหน้าจอ แต่เริ่มจากเส้นบาง ๆ บริเวณขอบหรือมุม พอใช้งานต่อไป กดหน้าจอ ใส่กระเป๋า โดนแรงบีบ หรือวางกระแทกซ้ำ รอยเดิมก็มีโอกาสขยายและลามยาวขึ้น ดังนั้น ประโยคที่ว่า “ตกแค่นี้เอง ไม่น่าเป็นอะไร” อาจไม่ใช่เสมอไป โดยเฉพาะมือถือยุคนี้ที่หน้าจอใหญ่ ขอบบาง ดีไซน์สวยขึ้น แต่ค่าซ่อมหน้าจอก็สูงขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง

เจาะ 5 Pain Point ตัวร้ายที่ทำหน้าจอพังมานักต่อนัก
การตกของมือถือมีหลายรูปแบบ และแต่ละแบบให้ความเสี่ยงไม่เท่ากัน บางจังหวะดูแรงแต่เครื่องยังรอด บางจังหวะดูเบาแต่จอกลับร้าวทันที โดยเฉพาะการตกในรูปแบบต่อไปนี้
1. ตกลงมุมเครื่อง
นี่คือหนึ่งในจังหวะที่เสี่ยงมากที่สุด เพราะ มุมเครื่องเป็นจุดเล็กที่รับแรงกระแทกโดยตรง เมื่อมุมเครื่องกระแทกพื้น แรงจะส่งต่อไปยังกรอบเครื่อง ขอบจอ และกระจกหน้าจอ หากไม่มีเคสที่ช่วยซับแรงบริเวณมุม หรือใช้ฟิล์มที่ปกป้องไม่ครอบคลุมพอ โอกาสเกิดรอยร้าวจะสูงขึ้น
2. ตกลงขอบจอ
ขอบจอเป็นจุดเริ่มต้นของรอยแตกได้ง่าย โดยเฉพาะมือถือที่ติดฟิล์มไม่เต็มจอ หรือฟิล์มไม่ครอบคลุมบริเวณขอบอย่างเหมาะสม เมื่อตกลงขอบ แรงกระแทกอาจผ่านช่องว่างเล็ก ๆ แล้วส่งตรงถึงหน้าจอจริง
3. ตกบนพื้นแข็ง
พื้นกระเบื้อง พื้นปูน พื้นหิน พื้นถนน หรือพื้นลานจอดรถ เป็นพื้นผิวที่เสี่ยงต่อการสร้างแรงกระแทกสูง เพราะไม่ช่วยรองรับแรงเหมือนพื้นนุ่ม เมื่อตกลงไป แรงสะท้อนจะย้อนกลับเข้าตัวเครื่อง ทำให้โอกาสจอแตกเพิ่มขึ้น
4. ตกแล้วโดนของแข็งกดทับหรือกระแทกซ้ำ
การพกมือถือรวมกับกุญแจ เหรียญ หูฟัง หรือของแข็งชิ้นเล็ก ๆ ในกระเป๋า อาจสร้างรอยขีด รอยกด หรือแรงกระแทกซ้ำโดยไม่รู้ตัว หากมือถือเคยมีรอยร้าวเล็ก ๆ อยู่แล้ว แรงเหล่านี้อาจทำให้รอยเดิมขยายชัดขึ้น
5. ตกจากระยะใกล้ตัวที่เกิดบ่อย
มือถือไม่ได้ตกจากที่สูงทุกวัน แต่การตกจากเตียง โต๊ะ ตัก กระเป๋า หรือมือระหว่างเดินเกิดขึ้นบ่อยกว่า และเมื่อเกิดซ้ำ ๆ รอยเล็ก ๆ ก็สะสมความเสียหายได้ การป้องกันตั้งแต่แรกจึงช่วยลดความเสี่ยงได้มากกว่าการรอให้จอแตกก่อนแล้วค่อยแก้
จากทั้ง 5 ข้อนี้จะเห็นได้ว่าการตกที่อันตรายที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นการตกจากที่สูง แต่เป็นการตกที่ลงมุม ลงขอบ หรือกระแทกกับพื้นแข็ง เพราะเป็นจุดที่แรงกระแทกถูกรวมอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ และส่งผลต่อหน้าจอได้โดยตรง
รอยร้าวจากขอบจอ จุดเล็กที่ไม่ควรมองข้าม
รอยร้าวจากขอบจออาจดูเป็นเรื่องเล็กในช่วงแรก บางคนเห็นแล้วคิดว่ายังใช้งานได้อยู่ ยังไม่ต้องเปลี่ยนฟิล์ม ยังไม่ต้องเช็กหน้าจอ แต่รอยแบบนี้คือ สัญญาณเตือนที่ควรให้ความสำคัญ เนื่องจากขอบจอเป็นบริเวณที่เจอแรงได้บ่อย ทั้งจากการกดใช้งาน การใส่กระเป๋ากางเกง การวางมือถือคว่ำ การจับเครื่องแน่น หรือการกระแทกซ้ำในชีวิตประจำวัน เมื่อมีรอยร้าวตั้งต้นอยู่แล้ว แรงเล็ก ๆ เหล่านี้อาจทำให้รอยขยายได้
สำหรับคนที่ใช้มือถือถ่ายคอนเทนต์ เล่นเกม ทำงาน แชต ดูซีรีส์ หรือใช้งานเกือบทั้งวัน รอยร้าวบนหน้าจอไม่ได้กระทบแค่ภาพลักษณ์ของเครื่อง แต่ยังรบกวนประสบการณ์ใช้งาน ทั้งความลื่นของการสัมผัส ความชัดของหน้าจอ และความสบายใจเวลาใช้งาน ที่สำคัญ ค่าซ่อมหน้าจอมือถือหลายรุ่นสูงกว่าค่าฟิล์มและเคสหลายเท่า การป้องกันตั้งแต่แรกจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มกว่า โดยเฉพาะคนที่ใช้มือถือเครื่องหลักทุกวัน

Drop Test คืออะไร ทำไมก่อนเลือกฟิล์มกันกระแทกต้องดูจุดนี้
Drop Test คือการทดสอบการตกกระแทกจากระดับความสูงที่กำหนด เพื่อประเมินว่าฟิล์มหรืออุปกรณ์ป้องกันสามารถช่วยรองรับแรงกระแทกได้ในระดับใด เป็นสิ่งที่ช่วยบอกว่า ฟิล์มมือถือรุ่นนั้นถูกออกแบบมาเพื่อการป้องกันระดับไหน บางรุ่นเหมาะกับการกันรอยในชีวิตประจำวัน บางรุ่นเน้นรองรับแรงกระแทกมากขึ้น บางรุ่นเน้นการปกป้องขอบจอ และบางรุ่นเหมาะกับคนที่ต้องการการป้องกันแบบจัดเต็ม
อย่างไรก็ตาม Drop Test เป็นข้อมูลประกอบการเลือกซื้อ ไม่ใช่การรับประกันว่าหน้าจอจะไม่แตกทุกกรณี เพราะสถานการณ์จริงยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น มุมที่มือถือตก ความแข็งของพื้น น้ำหนักและดีไซน์ของมือถือ การติดตั้งฟิล์ม สภาพฟิล์มที่ใช้อยู่ รวมถึงการใช้เคสร่วมด้วย
ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อฟิล์มมือถือ จึงไม่ควรดูแค่ความใส ความบาง หรือราคาเท่านั้น แต่ควรดูข้อมูล Drop Test ประกอบด้วย เพราะตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นภาพระดับการปกป้องของฟิล์มแต่ละรุ่นได้ชัดขึ้น

ฟิล์มกันกระแทกช่วยอะไรได้บ้าง
ฟิล์มมือถือยุคใหม่ไม่ได้มีไว้แค่กันรอยเล็บ รอยกุญแจ หรือรอยขีดข่วนเล็ก ๆ เท่านั้น โดยเฉพาะ ฟิล์มกันกระแทก ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นชั้นป้องกันแรกของหน้าจอ
หน้าที่หลักของฟิล์มกันกระแทกคือ ช่วยรับแรงก่อนถึงหน้าจอจริง ช่วยกระจายแรงจากจุดกระแทก และช่วยลดโอกาสเกิดรอยร้าวจากการตกหล่น ฟิล์มบางรุ่นยังออกแบบให้ครอบคลุมถึงขอบจอ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงบริเวณที่มักเป็นจุดเริ่มต้นของรอยแตก ดังนั้นในการเลือกซื้อฟิล์มกันกระแทก ควรเลือกให้เหมาะสมอ ดังนี้
- ถ้าใช้งานทั่วไป อาจเลือกฟิล์มบาง ใส สัมผัสดี
- ถ้ามือถือหล่นบ่อย ควรเลือกฟิล์มที่เน้นกันกระแทกมากขึ้น
- ถ้าใช้มือถือจอโค้ง ควรเลือกฟิล์มที่ครอบคลุมขอบได้ดี
- ถ้าต้องการป้องกันครบ ควรใช้ฟิล์มร่วมกับเคสกันกระแทก
การเลือกฟิล์มที่เหมาะกับพฤติกรรมการใช้งาน จะช่วยให้ได้รับการปกป้องที่ตรงกับความต้องการมากกว่าเลือกจากราคา หรือรูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว และฟิล์มกันกระแทกที่ดีจึงไม่ใช่แค่ฟิล์มที่ทำให้หน้าจอดูสวย แต่ต้องช่วยเพิ่มความสบายใจในวันที่มือถือหลุดมือแบบไม่ทันตั้งตัวได้ด้วยเช่นกัน

เทียบฟิล์ม HI-SHIELD แต่ละรุ่น เลือกแบบไหนให้เข้ากับการใช้งาน
HI-SHIELD มีฟิล์มหลายประเภทให้เลือกตามระดับการป้องกันและสไตล์การใช้งาน ตั้งแต่สายเน้นกันรอย ฟีลหน้าจอสวย ไปจนถึงสายที่ต้องการการป้องกันแรงกระแทกแบบจริงจัง จุดที่ควรดูให้ชัดก่อนเลือกคือ ระยะ Drop Test เพราะช่วยบอกได้ว่าฟิล์มแต่ละรุ่นรองรับแรงกระแทกได้ระดับไหน
| รุ่นสินค้า HI-SHIELD | จุดเด่น | ระยะ Drop Test | เหมาะกับใคร |
| HI-SHIELD Hydrogel Film | บาง ยืดหยุ่น แนบสนิทกับหน้าจอ เน้นกันรอยและฟีลสัมผัสที่เป็นธรรมชาติ | ไม่มี | คนที่เน้นฟีลหน้าจอใส ใช้งานทั่วไป และต้องการฟิล์มบางเบา |
| HI-SHIELD 2.5D Full Coverage Selected | ปกป้องเต็มจอมากขึ้น ลดจุดเสี่ยงบริเวณขอบ | ปล่อยกระจกจากความสูง 100 ซม. โดยทดสอบ 3 แผ่น แผ่นละ 5 ครั้ง โดยที่กระจกไม่แตก | คนที่อยากได้ฟิล์มเต็มจอ ดูเนียนกับเครื่อง |
| HI-SHIELD 2.5D Triple Strong Max | เพิ่มความแข็งแรง รองรับแรงกระแทกมากขึ้น | การปล่อยกระจกด้วยลูกตุ้มเหล็กหนัก 64 กรัม จากความสูง 300 ซม. โดยทดสอบสูงสุด 3 ครั้ง และผลคือกระจกไม่แตก | คนที่ทำมือถือหล่นบ่อย แต่ยังอยากได้ฟิล์มที่ใส่กับเคสได้ง่าย |
| HI-SHIELD 3D Triple Strong Max | ครอบคลุมขอบโค้ง ปกป้องรอบจอมากขึ้น | การปล่อยกระจกด้วยลูกตุ้มเหล็กหนัก 64 กรัม จากความสูง 300 ซม. โดยทดสอบสูงสุด 3 ครั้ง และผลคือกระจกไม่แตก | คนที่กังวลเรื่องขอบจอและมุมเครื่อง |
| HI-SHIELD 3D5X Strong Corning Glass | การปกป้องระดับสูงในกลุ่มฟิล์ม ใช้กระจก Corning Glass | การปล่อยกระจกด้วยลูกตุ้มเหล็กหนัก 64 กรัม จากความสูง 300 ซม. โดยทดสอบสูงสุด 3 ครั้ง และผลคือกระจกไม่แตก | คนที่ต้องการเซฟหน้าจอแบบจัดเต็ม |
HI-SHIELD Hydrogel Film ฟิล์มสายคลีน เน้นกันรอย ใช้งานทุกวัน
ฟิล์มไฮโดรเจล เหมาะกับคนที่ชอบฟิล์มบาง ยืดหยุ่น และให้สัมผัสหน้าจอที่เป็นธรรมชาติ จุดเด่นคือการช่วยป้องกันรอยขีดข่วนในชีวิตประจำวัน เช่น รอยจากเล็บ กุญแจ เหรียญ หรือของใช้เล็ก ๆ ในกระเป๋า ฟิล์มรุ่นนี้เหมาะกับคนที่ใช้มือถือทั่วไป เช่น แชต เล่นโซเชียล ถ่ายรูป ดูวิดีโอ หรือทำงานเบา ๆ ผ่านมือถือ เพราะจุดเด่นคือความบางและความยืดหยุ่น ทำให้หน้าจอยังดูคลีน ไม่หนาเกินไป
เหมาะกับ: คนที่เน้นกันรอย ใช้งานทั่วไป และชอบฟีลหน้าจอเรียบเนียน
ข้อแนะนำ: ถ้าเป็นคนทำมือถือหล่นบ่อย ควรขยับไปเลือกรุ่นที่เน้นกันกระแทกมากขึ้น หรือใช้คู่กับเคสกันกระแทก
HI-SHIELD 2.5D Full Coverage Selected ฟิล์มกันกระแทกเต็มจอที่ช่วยลดความเสี่ยงจากขอบ
HI-SHIELD 2.5D Full Coverage Selected เหมาะกับคนที่อยากได้ฟิล์มครอบคลุมหน้าจอมากขึ้นกว่าฟิล์มทั่วไป จุดเด่นคือการปิดพื้นที่หน้าจอได้เต็มขึ้น ช่วยลดช่องว่างบริเวณขอบที่อาจเป็นจุดเสี่ยงเมื่อตกกระแทก ซึ่งรุ่นนี้เหมาะกับคนที่ชอบลุคเรียบ เนียน เข้ากับตัวเครื่อง และยังอยากได้การป้องกันสำหรับการใช้งานประจำวัน โดยเฉพาะคนที่เคยใช้ฟิล์มไม่เต็มจอแล้วรู้สึกกังวลบริเวณขอบ
ระยะ Drop Test: ปล่อยกระจกจากความสูง 100 ซม. โดยทดสอบ 3 แผ่น แผ่นละ 5 ครั้ง โดยที่กระจกไม่แตก
เหมาะกับ: คนที่ต้องการฟิล์มมือถือเต็มจอ ดูสวย และช่วยลดความเสี่ยงบริเวณขอบหน้าจอ
ข้อแนะนำ: เหมาะกับการใช้งานคู่กับเคสที่ไม่ดันฟิล์ม เพื่อให้ขอบฟิล์มแนบกับหน้าจอได้ดี
HI-SHIELD 2.5D Triple Strong Max ฟิล์มกันกระแทกสำหรับคนที่มือถือหล่นบ่อย
ถ้าคุณเป็นสายทำโทรศัพท์มือถือหลุดมือบ่อย หรือชอบถือมือถือเดินไปมาทั้งวัน HI-SHIELD 2.5D Triple Strong Max ตอบโจทย์แบบสุด ๆ เพราะออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและช่วยรองรับแรงกระแทกได้มากขึ้นกว่าฟิล์มทั่วไป จุดเด่นของรุ่นนี้คือการผ่าน Drop Test ด้วยลูกตุ้มเหล็ก 64 กรัม ที่ความสูง 300 ซม. และมีข้อมูลทดสอบสูงสุด 3 ครั้ง เหมาะกับคนที่อยากอัปเกรดจากฟิล์มกันรอยธรรมดาไปสู่ฟิล์มที่ให้การป้องกันจริงจังขึ้น โดยยังคงฟีลการใช้งานที่เหมาะกับชีวิตประจำวัน
ระยะ Drop Test: ปล่อยกระจกด้วยลูกตุ้มเหล็กหนัก 64 กรัม จากความสูง 300 ซม. โดยทดสอบสูงสุด 3 ครั้ง และผลคือกระจกไม่แตก
เหมาะกับ: คนที่มือถือหล่นบ่อย ใช้งานหนัก หรือกังวลเรื่องจอร้าวจากแรงกระแทก
ข้อแนะนำ: ใช้คู่กับเคสกันกระแทกที่ช่วยป้องกันมุมเครื่อง เพื่อให้การปกป้องครบขึ้น
HI-SHIELD 3D Triple Strong Max ปกป้องขอบโค้งและมุมเสี่ยงได้มากขึ้น
มือถือหลายรุ่นมีดีไซน์หน้าจอโค้ง ขอบบาง หรือพื้นที่หน้าจอที่ต้องการการปกป้องรอบด้านมากขึ้น 3D Triple Strong Max จึงเหมาะกับคนที่กังวลเรื่องขอบจอเป็นพิเศษ โดยจุดเด่นของฟิล์ม 3D คือการช่วยครอบคลุมบริเวณขอบจอได้มากขึ้น เหมาะกับคนที่เคยเจอรอยร้าวเริ่มจากขอบ หรือคนที่รู้ว่าตัวเองมีโอกาสทำมือถือตกลงมุมบ่อย เพราะฟิล์มกันกระแทกรุ่นนี้มีการ Drop Test ด้วยลูกตุ้มเหล็ก 64 กรัม ที่ความสูง 300 ซม.
ระยะ Drop Test: ปล่อยกระจกด้วยลูกตุ้มเหล็กหนัก 64 กรัม จากความสูง 300 ซม. โดยทดสอบสูงสุด 3 ครั้ง และผลคือกระจกไม่แตก
เหมาะกับ: คนที่ใช้มือถือขอบโค้ง คนที่กังวลเรื่องจอร้าวจากขอบ และคนที่ต้องการการปกป้องรอบจอมากขึ้น
ข้อแนะนำ: ใช้คู่กับเคสที่รองรับฟิล์ม 3D เพื่อป้องกันปัญหาเคสดันขอบฟิล์ม
HI-SHIELD 3D5X Strong Corning Glass ตัวเลือกสำหรับสายต้องการการปกป้องจอแบบ Pro Max
HI-SHIELD 3D5X Strong Corning Glass เหมาะกับคนที่ต้องการการปกป้องหน้าจอในระดับสูง โดยเฉพาะคนที่ใช้มือถือราคาแรง ใช้งานทุกวัน หรือมีไลฟ์สไตล์ที่เสี่ยงต่อการตกหล่นบ่อย เช่น เดินทางบ่อย ถ่ายคอนเทนต์นอกบ้าน ทำงานนอกสถานที่ หรือถือมือถือแทบตลอดเวลา เพราะว่าฟิล์มกันกระแทกรุ่นนี้ใช้กระจก Corning Glass และมีการ Drop Test ด้วยลูกตุ้มเหล็ก 64 กรัม ที่ความสูง 300 ซม. เหมาะกับคนที่ไม่อยากเสี่ยงกับค่าซ่อมจอ และต้องการฟิล์มที่ช่วยเพิ่มระดับการป้องกันแบบจริงจัง
ระยะ Drop Test: ปล่อยกระจกด้วยลูกตุ้มเหล็กหนัก 64 กรัม จากความสูง 300 ซม. โดยทดสอบสูงสุด 3 ครั้ง และผลคือกระจกไม่แตก
เหมาะกับ: คนที่ต้องการการปกป้องสูง มือถือราคาแรง หรือทำมือถือตกบ่อย
ข้อแนะนำ: จับคู่กับเคส Magnetic Shockproof เพื่อเสริมการป้องกันรอบเครื่อง

HI-SHIELD Magnetic Shockproof Case เกราะเสริมสำหรับคนที่อยากป้องกันครบจบ
แม้ฟิล์มกันกระแทกจะช่วยดูแลหน้าจอได้ดี แต่เวลามือถือตก จุดที่รับแรงกระแทกก่อนมักเป็นมุมหรือขอบเครื่องมากกว่ากลางหน้าจอ การเลือกเคสที่ออกแบบมาเพื่อรองรับแรงกระแทกโดยเฉพาะจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานได้มากขึ้น
HI-SHIELD Magnetic Shockproof Case ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยปกป้องตัวเครื่องจากแรงกระแทกรอบด้าน รองรับแรงกระแทกจากการตกได้สูงถึง 300 ซม. พร้อมเสริมมุมกันกระแทกยกสูงทั้ง 4 มุม ช่วยลดโอกาสที่หน้าจอและเลนส์กล้องจะสัมผัสพื้นโดยตรงเมื่อเกิดการตกหล่น อีกหนึ่งจุดเด่นคือดีไซน์ที่มาพร้อมแหวนครอบเลนส์กล้อง ช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้ตัวเครื่อง พร้อมช่วยปกป้องบริเวณกล้องจากรอยขีดข่วนในการใช้งานประจำวัน นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการเกิดรอยนิ้วมือและรอยขีดข่วนได้ดีกว่าเคสทั่วไป ทำให้ตัวเคสดูสะอาดและสวยงามได้นานขึ้น ตัวเคสผลิตจากวัสดุ TPU คุณภาพเกรดพรีเมียมจาก Germany (Bayer TPU) ให้ความยืดหยุ่น แข็งแรง และช่วยดูดซับแรงกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังรองรับการใช้งานชาร์จแม่เหล็ก Magnetic ได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องถอดเคส
ระยะ Drop Test: ป้องกันแรงกระแทกจากการตกกระทบรอบด้านได้ถึง 300 ซม.
จุดเด่น: รองรับแรงกระแทกรอบด้าน เสริมมุมกันกระแทก 4 มุม แหวนครอบเลนส์กล้อง ดีไซน์โดดเด่น ลดรอยนิ้วมือและรอยขีดข่วน รองรับ Magnetic Charging
เหมาะกับ: คนที่ต้องการปกป้องทั้งหน้าจอ เลนส์กล้อง มุมเครื่อง และตัวเครื่องในเคสเดียว
สุดท้ายแล้วไม่มีฟิล์มรุ่นไหนที่เหมาะกับทุกคน การเลือกฟิล์มมือถือควรเลือกจากจากพฤติกรรมการใช้งาน ไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน ความเสี่ยงในการตกหล่น และระดับการป้องกันที่ต้องการ เพื่อให้ได้ความคุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานจริงมากที่สุด
สรุป: ตกไม่สูงก็จอแตกได้ ถ้าตกผิดมุม
มือถือตกไม่สูงไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป เพราะสิ่งที่ทำให้จอแตกอาจไม่ใช่แค่ระยะตก แต่คือ มุมที่กระแทก พื้นที่ตก และจุดที่รับแรง หากมือถือตกลงมุมหรือลงขอบจอ แรงกระแทกอาจทำให้เกิดรอยร้าวจากขอบ แล้วลามเป็นรอยแตกใหญ่ได้
ก่อนเลือกฟิล์มมือถือ จึงควรดูมากกว่าความใสหรือความบาง ควรดูว่าแต่ละรุ่นของ HI-SHIELD มีระดับการป้องกันแบบไหน และมี Drop Test รองรับในระดับใด เพราะการป้องกันที่ดีไม่ใช่การเลือกอุปกรณ์ที่แพงที่สุด แต่คือการเลือกฟิล์มและเคสจาก HI-SHIELD ที่เหมาะกับรูปแบบการใช้งานของตัวเอง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน

