Blog
สงกรานต์นี้ควรรู้ไว้! ทรายหรือน้ำ อะไรคือฝันร้ายตัวจริงของสมาร์ตโฟน?
เมื่อลมร้อนเดือนเมษายนพัดมาเยือน แน่นอนว่าเทศกาลที่สายคอนเทนต์และสายแฟชั่นรอคอยที่สุดคงหนีไม่พ้น “สงกรานต์” ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้ริมสระน้ำ มิวสิกเฟสติวัลระดับโลก หรือการเดินเล่นสาดน้ำ และไอเทมสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการสร้างคอนเทนต์ก็คือสมาร์ตโฟนคู่ใจที่ต้องหยิบมาใช้ในสภาพที่ไม่ปกติ มือที่เปียก แป้งที่ติดนิ้ว กระเป๋าที่มีทรายสะสม เสียงลำโพงไม่ดังเหมือนเดิม
หลายคนอาจจะคิดว่า “น้ำ” เป็นต้นเหตุหลักของสมาร์ตโฟนลูกรักที่พัง แต่สิ่งที่มักถูกมองข้ามกลับเป็น “ทราย” หรือเศษฝุ่นละเอียดที่มากับบรรยากาศสงกรานต์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเล่นแป้งหรือใกล้แหล่งน้ำ
วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกแบบเอ็กซ์คลูซีฟว่า ระหว่างทรายกับน้ำ อะไรทำให้มือถือเสียหายหนักกว่ากัน พร้อมแชร์เคล็ดลับการปกป้องสมาร์ตโฟนให้ยังคงความสวยงามแบบไร้ที่ติ ด้วยไอเทมลับจากแบรนด์ HI-SHIELD ที่สายไลฟ์สไตล์ต้องมีติดเครื่องไว้ก่อนออกไปลุยน้ำ
ทำความเข้าใจใหม่เรื่องมาตรฐานความทนทานของสมาร์ตโฟน
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สมาร์ทโฟนระดับเรือธงและรุ่นระดับกลางในยุคปัจจุบัน ถูกออกแบบมาให้รับมือกับไลฟ์สไตล์ที่สมบุกสมบันมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการกันน้ำและกันฝุ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับมาตรฐาน IP67 หรือ IP68
ตัวเลขเหล่านี้หมายความว่า ตัวเครื่องสามารถทนทานต่อการตกน้ำลึก 1 ถึง 1.5 เมตร ได้นานสูงสุดถึง 30 นาที ดังนั้น การโดนน้ำสาดกระเซ็น โดนปืนฉีดน้ำ หรือแม้กระทั่งการทำหล่นลงไปในสระน้ำตื้นๆ ชั่วครู่ จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ระดับคอขาดบาดตายสำหรับระบบภายใน หากตัวเครื่องไม่มีรอยแตกร้าวหรือเคยผ่านการซ่อมแซมที่ไม่ได้มาตรฐานมาก่อน น้ำจึงเป็นเพียงสิ่งที่ทำให้เกิดความรำคาญใจชั่วคราวเท่านั้น

“ทราย” ตัวร้ายที่สร้างความเสียหายกับสมาร์ตโฟนแบบเงียบ ๆ
เมื่อพูดถึงความเสียหายช่วงเทศกาล หลายคนมักพุ่งเป้าไปที่ความเปียกชื้น แต่ในความเป็นจริง “ทราย” และฝุ่นแป้งคือศัตรูตัวฉกาจที่สามารถทำลายสมาร์ตโฟนเครื่องโปรดได้อย่างเลือดเย็นและไร้ความปรานี ลองมาเจาะลึกกันดูว่า ละอองเล็ก ๆ เหล่านี้ส่งผลต่อสมาร์ตโฟนได้อย่างไรบ้าง
1. ทรายขูดกระจกหน้าจอจนเกิดรอยลึก
ทรายประกอบด้วยแร่ซิลิกา ซึ่งมีความแข็งระดับสูงมาก สูงจนสามารถสร้างรอยขีดข่วนบนหน้าจอได้อย่างง่ายดาย และพฤติกรรมที่หลายคนเผลอทำโดยไม่ทันระวังตัว คือการหยิบมือถือขึ้นมาตอบแชตหรือถ่ายรูปด้วยมือที่ยังมีเศษทรายติดอยู่ การเก็บสมาร์ตโฟนลงในกระเป๋ากางเกงหรือกระเป๋าสะพายที่มีเศษทรายหลุดรอดเข้าไปด้านใน หรือแม้แต่การวางเครื่องลงบนพื้นผิวที่มีฝุ่นทรายโดยไม่ทันสังเกต
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการเกิดรอยขีดข่วนขนาดเล็กกระจายตัวอยู่บนหน้าจอ ซึ่งรอยเหล่านี้จะค่อย ๆ สะสมจนเห็นเด่นชัด กระทบต่อความสวยงามในการมองเห็นคอนเทนต์ และสร้างความรู้สึกสากนิ้วเวลาทัชสกรีน ที่น่าเศร้าคือรอยขีดข่วนเหล่านี้ไม่สามารถขัดลบรอยหรือซ่อมแซมให้กลับมาใสปิ๊งเหมือนใหม่ได้ ทางออกเดียวคือการเปลี่ยนหน้าจอใหม่ทั้งแผง ซึ่งต้องแลกมากับค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว
2. เลนส์กล้องเป็นรอยเพราะทรายทำคุณภาพของภาพพัง
นอกจากหน้าจอแล้ว เลนส์กล้องคืออีกหนึ่งจุดที่เปราะบางที่สุด เศษทรายเพียงเล็กน้อยสามารถฝากริ้วรอยขนาดจิ๋วไว้บนกระจกครอบเลนส์ได้ทันที ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพของรูปถ่ายและวิดีโอ
ภาพที่ได้จะมีอาการเบลอเฉพาะจุด เกิดแสงฟุ้ง (Flare) ผิดปกติเมื่อถ่ายย้อนแสง และสูญเสียความคมชัดระดับ 4K ไปอย่างน่าเสียดาย สำหรับสายคอนเทนต์ครีเอเตอร์ หรือผู้ที่ชื่นชอบการเก็บภาพความประทับใจช่วงวันหยุดยาว ความเสียหายในจุดนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่บั่นทอนคุณภาพงานและทำลายมู้ดแอนด์โทนของภาพถ่ายแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้
3. เม็ดทรายอุดตันในช่องลำโพง จุดเล็กที่กลายเป็นปัญหาใหญ่
โครงสร้างของลำโพงสมาร์ตโฟนถูกออกแบบมาให้เป็นช่องตะแกรงขนาดเล็กมากเพื่อเปล่งเสียง ซึ่งดีไซน์แบบนี้กลายเป็นช่องทางชั้นดีให้ละอองทรายและฝุ่นแป้งเข้าไปสะสมตัว และเมื่อเศษละอองเหล่านี้หลุดเข้าไปแล้ว โอกาสที่จะทำความสะอาดหรือเอาออกให้หมดจดแทบจะเป็นศูนย์
ผลกระทบที่สัมผัสได้ทันทีคือเสียงลำโพงจะเบาลงอย่างเห็นได้ชัด เสียงแตกพร่า ไม่ใสเคลียร์เหมือนเคย และในบางกรณีที่เศษทรายเข้าไปขัดขวางการทำงานของแผ่นสั่นสะเทือนด้านใน อาจส่งผลให้ลำโพงพังเสียหายแบบถาวร การแก้ไขปัญหาลำโพงพังจำเป็นต้องส่งเข้าศูนย์ซ่อมเพื่อเปิดตัวเครื่อง ซึ่งนอกจากจะมีราคาแพงแล้ว การแกะเครื่องยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียคุณสมบัติกันน้ำในระยะยาวอีกด้วย
4. ทรายสะสมในช่องชาร์จแบตเตอรี่ ภัยเงียบที่รู้ตัวช้าและตามซ่อมยาก
พอร์ตชาร์จแบตเตอรี่คืออีกหนึ่งจุดที่เศษทรายสามารถเข้าไปอัดแน่นและสะสมตัวได้ง่าย ปัญหานี้มักจะไม่แสดงอาการให้เห็นในทันที แต่จะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นแบบเงียบ ๆ ส่งผลให้เกิดอาการชาร์จไฟไม่เข้า เสียบสายชาร์จแล้วรู้สึกหลวม ไม่แน่นกระชับเหมือนก่อน
และหากฝืนเสียบหัวชาร์จเข้าไปทับเศษทรายซ้ำ ๆ จะยิ่งทำให้ขั้วต่อทองเหลืองด้านในเกิดการสึกหรอ ถลอก หรือหักงอได้ กว่าจะรู้ตัวว่าเกิดความผิดปกติ พอร์ตชาร์จก็อาจจะเสียหายหนักจนต้องเสียเงินเปลี่ยนอะไหล่ใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว

“น้ำ” ตัวแปรที่ทำให้สมาร์ตโฟนพังได้ในทันที
แม้ว่าสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ ๆ จะสามารถกันน้ำได้ และมีแอปพลิเคชันไล่น้ำบนสมาร์ตโฟนและคิดว่าสามารถเอาไปลุยปาร์ตี้สาดน้ำได้สบาย ๆ แต่ในสถานการณ์จริง น้ำก็มีโอกาสที่จะทำใหสมาร์ตโฟนลูกรักพังได้เช่นกัน ลองมาเจาะลึกความเสี่ยงที่สายคอนเทนต์ต้องระวังให้ดี
1. หยดน้ำเข้าลำโพง เปลี่ยนเสียงใสให้พังในเสี้ยววินาที
ทันทีที่ของเหลวแทรกซึมเข้าไปสัมผัสกับช่องลำโพง ระบบเสียงจะประท้วงด้วยการแสดงอาการผิดปกติออกมาให้สัมผัสได้ทันที อาการยอดฮิตคือเสียงจะฟังดูอู้อี้เหมือนเปิดเพลงใต้น้ำ เสียงแตกพร่า หรือระดับความดังดรอปลงอย่างชัดเจน แต่ข้อดีคืออาการเหล่านี้มักจะเป็นเพียงความเสียหายชั่วคราว หากตั้งสติและปล่อยให้ตัวเครื่องแห้งสนิท หรือเปิดใช้ฟังก์ชันไล่น้ำออกจากลำโพงเพื่อใช้คลื่นเสียงดันหยดน้ำออกมา ระบบเสียงส่วนใหญ่ก็สามารถกลับมาใสเคลียร์ใกล้เคียงสภาพเดิมได้
2. น้ำเข้าเครื่องความเสี่ยงระดับโครงสร้างในแผงวงจร
แม้สมาร์ตโฟนระดับเรือธงจะชูจุดขายเรื่องมาตรฐานกันน้ำขั้นเทพ แต่ช่วงสงกรานต์ก็มักจะมีเหตุการณ์ที่เหนือการควบคุม การโดนอัดด้วยน้ำแรงดันสูงจากปืนฉีดน้ำ โดนสาดด้วยน้ำผสมแป้ง หรือกระทั่งน้ำที่มีสิ่งสกปรกเจือปน ปัจจัยรุนแรงเหล่านี้สามารถทำลายซีลกันน้ำและแทรกซึมเข้าไปถึงโครงสร้างภายในได้ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือความเสียหายขั้นวิกฤต ตั้งแต่อาการไฟฟ้าลัดวงจร แผงวงจรหลักพังเสียหาย ไปจนถึงการเกิดคราบสนิมสะสมในระยะยาว ซึ่งถือเป็นจุดจบของสมาร์ตโฟนที่ยากจะกู้คืนเลยล่ะ
3. น้ำผสมแป้ง คอมโบความพังที่หลายคนมักมองข้าม
เมื่อแป้งดินสอพองหลอมรวมกับน้ำ จะเปลี่ยนสภาพเป็นคราบโคลนเหนียว ๆ และพร้อมไหลเข้าไปฝังตัวอยู่ตามช่องว่างต่าง ๆ อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นตะแกรงลำโพง พอร์ตชาร์จแบตเตอรี่ หรือรอยต่อรอบขอบเครื่อง ความน่ากลัวซ่อนอยู่ตรงที่เมื่อคราบเหล่านี้แห้งสนิท จะเกาะติดแน่นทนนานและทำความสะอาดยากกว่าการโดนน้ำใส ๆ สาดหลายสิบเท่า กลายเป็นสิ่งอุดตันฝังลึกที่บั่นทอนทั้งความสวยงามภายนอกและประสิทธิภาพการทำงานภายในอย่างร้ายกาจ
ทราย Vs น้ำ อะไรอันตรายกว่ากัน?
เพื่อไขข้อข้องใจให้เคลียร์ชัดแบบหมัดต่อหมัด ลองมาดูตารางเปรียบเทียบระดับความเสียหายระหว่าง “ทราย” และ “น้ำ” ที่มีต่อชิ้นส่วนต่างๆ ของสมาร์ตโฟน จะได้เห็นภาพรวมว่าไอเทมไหนคือฝันร้ายตัวจริงที่ต้องระวังขั้นสุด
| จุดที่ได้รับผลกระทบ | ความเสียหายจากทราย | ความเสียหายจากน้ำ |
| หน้าจอและบอดี้เครื่อง | เกิดรอยขีดข่วนลึกแบบถาวร ลบไม่ออก ทำลายความสวยงามและมูลค่าของเครื่องโดยตรง | เปียกชื้นเพียงผิวนอก เช็ดให้แห้งก็กลับมาเงางามเหมือนเดิม (หากซีลกันน้ำยังสมบูรณ์) |
| เลนส์กล้อง | ทิ้งริ้วรอยขนาดจิ๋วไว้บนกระจกครอบเลนส์ ทำให้ภาพถ่ายเบลอ แสงฟุ้ง และคุณภาพดรอปลงถาวร | อาจเกิดฝ้าหรือละอองน้ำชั่วคราว เมื่อความชื้นระเหยออกหมด ภาพก็กลับมาคมชัด |
| ช่องลำโพง | เม็ดทรายอุดตันฝังลึกในตะแกรง คลื่นเสียงสลัดไม่ออก ทำให้เสียงแตก เสียงเบา หรือพังถาวร | เสียงอู้อี้หรือแตกพร่าแค่ชั่วคราว ใช้ฟีเจอร์ไล่น้ำหรือปล่อยให้แห้ง ระบบเสียงก็กลับมาปกติ |
| พอร์ตชาร์จแบตเตอรี่ | เศษละอองสะสมจนขั้วทองเหลืองสึกหรอ เสียบสายชาร์จหลวม หรือชาร์จไฟไม่เข้า | ระบบเซนเซอร์ตัดการชาร์จชั่วคราวเพื่อเตือนความชื้น รอจนแห้งสนิทก็ใช้งานต่อได้ |
| ความอันตราย | อันตรายสูงสุด (ถาวร) เกิดความเสียหายทางกายภาพที่ย้อนกลับไม่ได้ ต้องเสียเงินเปลี่ยนอะไหล่ใหม่เท่านั้น | อันตรายปานกลาง (ชั่วคราว) ส่วนใหญ่แก้ไขได้เอง ยกเว้นกรณีโดนน้ำแรงดันสูงอัดจนทะลุเข้าบอร์ดเครื่อง |
จากตารางจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า แม้น้ำจะดูน่ากลัวเวลาสาดกระเซ็นเข้ามา แต่ความเสียหายส่วนใหญ่มักเป็นเพียงอาการชั่วคราวที่แก้ไขได้ ในทางกลับกัน ทรายคือตัวการที่สร้างบาดแผลถาวรให้กับสมาร์ตโฟน การปกป้องตัวเครื่องด้วยไอเทมที่ออกแบบมาเพื่อบล็อกละอองเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างฟิล์มกระจกที่มีตาข่ายกรองฝุ่น จึงเป็นสเตปการเตรียมตัวที่สำคัญและขาดไม่ได้เลยสำหรับสายออกทริป
ทำไม “ตะแกรงกันฝุ่นลำโพง” ถึงเป็นไอเทม Must-Have รับซัมเมอร์
ช่องลำโพงสนทนา หรือ Earpiece Speaker ถือเป็นจุดที่เปราะบางที่สุดบนสมาร์ตโฟน แม้จะเป็นเพียงช่องเปิดขนาดเล็กจิ๋ว แต่กลับเป็นประตูด่านแรกที่พร้อมเปิดรับสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ระบบภายในเครื่องได้อย่างง่ายดาย ยิ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่สภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยละอองฝุ่นและแป้งดินสอพองลอยฟุ้ง จุดนี้จึงกลายเป็นความเสี่ยงอันดับต้น ๆ ที่ต้องระวังให้ดี
- เข้าง่ายแต่ออกยาก: ด้วยดีไซน์ของช่องลำโพงที่เป็นตะแกรงและร่องลึก เม็ดทรายและฝุ่นแป้งเปียกน้ำจึงสามารถแทรกซึมเข้าไปสะสมตัวได้ และเมื่อละอองเหล่านี้แห้งสนิทจนอัดแน่นอยู่ด้านใน การทำความสะอาดให้หมดจดแทบจะเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ด้วยตัวเอง การพยายามใช้ลมแรง ๆ เป่า หรือนำเข็มแหลมไปงัดแงะ อาจจบทำให้แผ่นไดอะแฟรมของลำโพงจนเกิดความเสียหายกว่าเดิม
- ค่าซ่อมราคาสูง: หากปล่อยให้เศษทรายเข้าไปทำลายระบบเสียงจนลำโพงเบา เสียงแตก หรือพังถาวร ทางออกเดียวที่มีคือการส่งเข้าศูนย์ซ่อมเพื่อเปิดตัวเครื่องและเปลี่ยนอะไหล่ใหม่ทั้งหมด ซึ่งค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมจุดนี้สูงลิ่ว ที่สำคัญการแกะเครื่องยังเป็นความเสี่ยงที่ทำให้ซีลกันน้ำมาตรฐานโรงงานเสื่อมสภาพลง เมื่อนำมาเทียบกับการลงทุนซื้ออุปกรณ์ปกป้องหน้าจอ ถือว่าความคุ้มค่าห่างกันหลายสิบเท่าตัว
ปลดล็อกความกังวล ด้วยฟิล์มกระจกปกป้องสมาร์ตโฟน
สำหรับสายแฟชั่นและคนรักแกดเจ็ต การต้องเอาสมาร์ตโฟนดีไซน์สวยไปใส่ในซองพลาสติกหนาเตอะ อาจทำให้เสียลุคและถ่ายรูปออกมาได้ไม่คมชัด วิธีการแก้ปัญหาที่สมาร์ทและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่สุด คือการเลือกใช้ฟิล์มกระจกกันรอยที่ไม่ได้มีดีแค่ปกป้องหน้าจอจากรอยขีดข่วน แต่ต้องมีนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่ออุดช่องโหว่บริเวณลำโพงโดยเฉพาะ
แบรนด์ที่ตอบโจทย์เรื่องนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบคือ HI-SHIELD ที่ได้คิดค้นและพัฒนาโปรดักส์ที่มีการติดตั้ง “ตะแกรงกรองฝุ่นเข้าลำโพง” (Dust Filter) บริเวณช่องหูฟังสนทนาด้านบน ตะแกรงตาข่ายขนาดไมโครนี้ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันชั้นเยี่ยม ช่วยบล็อกเม็ดทราย ฝุ่นละออง และคราบแป้ง ไม่ให้ตกลงไปอุดตันในร่องลำโพง แต่ยังคงปล่อยให้คลื่นเสียงทะลุผ่านได้อย่างชัดเจน 100%
เจาะลึกซีรีส์ฟิล์มกระจก HI-SHIELD ตัวท็อปที่สายคอนเทนต์ต้องมี
เพื่อให้ทุกคนสามารถเลือกไอเทมปกป้องหน้าจอที่ตรงกับไลฟ์สไตล์การใช้งานมากที่สุด HI-SHIELD ได้ออกแบบฟิล์มกระจกที่มีตะแกรงกันฝุ่นมาให้เลือกหลากหลายซีรีส์ แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้

หมวด 3D Series: จอสวยเนียนกริบ ครอบคลุมถึงขอบโค้ง
กลุ่มนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบความเพอร์เฟกต์ ต้องการให้หน้าจอดูสวยเนียนเหมือนไม่ได้ติดฟิล์ม ขอบกระจกจะมีความโค้งมนรับกับดีไซน์ของตัวเครื่อง จับแล้วสบายมือ ทัชหน้าจอได้ไม่มีสะดุด
- รุ่น 3D Triple Strong Max: รุ่นยอดฮิตที่โดดเด่นเรื่องความแข็งแกร่งขั้นสุด ผ่านกระบวนการอบร้อนระดับพิเศษ ทนทานต่อการตกกระแทกและรอยขีดข่วนจากทรายได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมตะแกรงกันฝุ่นที่ละเอียดแบบสุด ๆ
- รุ่น 3D Super Strong Max: ฟิล์มกระจกที่ให้ความใสเคลียร์ระดับ HD เหมาะสำหรับสายถ่ายคอนเทนต์ที่ต้องการให้หน้าจอแสดงสีสันสดใส สมจริง ไม่ดรอป ไม่เพี้ยน แต่ยังคงความแข็งแรงทนทานแบบจัดเต็ม
- รุ่น 3D Strong max: รุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อสายลุยโดยเฉพาะ โดดเด่นเรื่องการรับแรงกระแทก เหมาะกับการพกไปลุยในงานเฟสติวัลที่มีคนพลุกพล่าน ป้องกันหน้าจอแตกจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
- รุ่น 3D Touch Edge: ใครที่ซีเรียสเรื่องการทัชสกรีนต้องรุ่นนี้ โดดเด่นที่ขอบกระจกแนบสนิทไปกับจอ เวลาสไลด์นิ้วจากขอบหน้าจอจะรู้สึกลื่นไหล ไม่มีขอบฟิล์มมาบาดนิ้วให้เสียอารมณ์
- รุ่น 3D 5x Strong Corning Glass: ฟิล์มกระจกที่อัปเกรดความแข็งแกร่งถึง 5 เท่าด้วยการใช้วัสดุกระจกจาก Corning Glass ซึ่งเป็นผู้ผลิตกระจกหน้าจอระดับโลกจาก USA ไร้กังวลเรื่องรอยขีดข่วนจากทรายทะเลหรือหินกรวดได้เลย

หมวด 2.5D Series: ขอบจอเรียบเนียน เป็นมิตรกับทุกเคส (Case-Friendly)
สำหรับใครที่ชอบใส่เคสแฟชั่นหนา ๆ หรือเคสกันกระแทกแบรนด์ดัง ฟิล์มกลุ่ม 2.5D คือคำตอบที่ใช่ เพราะมีการเว้นระยะขอบจอเข้ามาเล็กน้อย หมดปัญหาเคสดันฟิล์มจนเผยอ
- รุ่น 2.5D Triple Strong Max: ยกเอาความแข็งแกร่งระดับสูงสุดของซีรีส์ Triple Strong มาย่อส่วนขอบลง ทำให้สามารถจับคู่กับเคสสุดโปรดได้ทุกรูปแบบ พร้อมตะแกรงกรองฝุ่นที่ยังคงทำหน้าที่ปกป้องลำโพงอย่างแข็งแกร่ง
- รุ่น 2.5D Matte Privacy: ไอเทมลูกรักสำหรับคนชอบความเป็นส่วนตัวขั้นสุด เป็นฟิล์มเนื้อด้านที่ทัชลื่นปรี๊ด ลดรอยนิ้วมือและคราบมันได้ดีเยี่ยม แถมยังเป็นฟิล์มกันคนมองข้าง (Privacy) เวลาเล่นมือถือกลางงานเฟสติวัลก็ไม่ต้องกลัวใครมาแอบมองหน้าจอ และแน่นอนว่ามาพร้อมตะแกรงกันฝุ่นด้วยเช่นกัน
ฟิล์มกระจกจาก HI-SHIELD ออกแบบมาเพื่อซัพพอร์ตทุกไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง ใครที่เป็นสายมินิมอลชอบความเนียนกริบสมูทไปกับตัวเครื่องต้องจัดซีรีส์ 3D ส่วนสายแฟชั่นที่รักการสลับเปลี่ยนเคสกันกระแทกหนา ๆ ซีรีส์ 2.5D ก็ตอบโจทย์สุดขีดเพราะใส่เคสได้อิสระแบบไร้ปัญหาขอบฟิล์มเผยอ แต่ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือไม่ว่าจะหยิบซีรีส์ไหน สิ่งที่จะได้รับแบบเต็มแม็กซ์คือเกราะป้องกันอย่าง “ตะแกรงกันฝุ่น” (Dust Filter) ที่ทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวสกัดกั้นละอองทรายและแป้งไม่ให้ทะลวงเข้าไปทำลายช่องลำโพงสนทนา ทีนี้ก็เหลือแค่เช็กลิสต์เลือกรุ่นที่ใช่ แล้วพกสมาร์ตโฟนคู่ใจออกไปครีเอตคอนเทนต์ลุยทริปสงกรานต์หรือปาร์ตี้ริมหาดแบบเอนจอยขั้นสุด โดยไม่ต้องมานั่งแพนิกเรื่องหน้าจอเป็นรอยลึกหรือลำโพงพังถาวรอีกต่อไป
สรุป… อย่าปล่อยให้สงกรานต์แสนสนุก จบด้วยความเสียหายที่ป้องกันได้
การเตรียมพร้อมรับมือกับเทศกาลสงกรานต์หรือทริปเที่ยวทะเล ไม่ใช่แค่การหาชุดสวยๆ หรือซองกันน้ำเท่านั้น แต่การปกป้องแกดเจ็ตชิ้นสำคัญด้วยวิธีที่ถูกต้อง จะช่วยประหยัดเงินค่าซ่อมและรักษาความสวยงามของสมาร์ทโฟนให้อยู่กับเราไปอีกนาน
เมื่อรู้แล้วว่า “ทรายและฝุ่นแป้ง” คือตัวการร้ายที่สร้างความเสียหายระดับถาวร ทั้งการขีดข่วนหน้าจอให้เป็นรอยลึก และการเข้าไปอุดตันจนลำโพงพัง การเลือกลงทุนกับฟิล์มกระจกคุณภาพสูงอย่าง HI-SHIELD ที่มีฟังก์ชัน Dust Filter จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด ช่วยลดความกังวลใจ ทำให้สามารถโฟกัสกับการปาร์ตี้และการสร้างสรรค์คอนเทนต์ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องมาคอยพะวงว่าเศษทรายจะเข้าไปทำลายสมาร์ทโฟนเครื่องโปรด
สงกรานต์นี้ อย่าลืมอัปเกรดการปกป้องให้สมาร์ทโฟนด้วยฟิล์มกระจก HI-SHIELD แล้วออกไปสนุกกับทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างมั่นใจกันเลย!

